Home Reviews รีวิว Samsung Galaxy C9 Pro จอใหญ่ สเปคจัดเต็ม

รีวิว Samsung Galaxy C9 Pro จอใหญ่ สเปคจัดเต็ม

สวัสดีครับ กลับมาพบกับบทความรีวิวกันอีกครั้งนึงนะครับ ในบทความนี้ทาง Pongzer จะมารีวิว Samsung galaxy C9 Pro ซึ่งเป็นสมาทโฟนในระดับกลางค่อนไปยังสูง เปิดตัวในไทยไปประมาณต้นๆพฤษภา สเปคจัดเต็มด้วยแรมมากถึง 6 GB กล้องหน้าขนาด 16 ล้าน และมีหน้าจอ Super AMOLED ขนาดกว้าง 6 นิ้ว ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งแก่การ ดูหนัง และ เล่นเกมส์ครับ

Samsung galaxy C9 Pro มีสเปคดังนี้

  • หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED Full HD 1080p ขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1920×1080 พิกเซล
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Octa-Core Qualcomm Snapdragon 653
  • หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 6GB
  • หน่วยความจำภายในขนาด 64GB รองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD สูงสุด 256GB
  • กล้องด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ขนาดรูรับแสงกว้างสูงสุดที่ F/1.9 โฟกัสแบบ PDAF พร้อมไฟแฟลชแบบ Dual-Tone
  • กล้องด้านหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
  • มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) อยู่ที่ปุ่มโฮม
  • รองรับการใช้งาน 4G LTE และใช้งานได้ 2 ซิม
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 4.2, NFC
  • แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh
  • ทำงานบน Android 6.0 Marshmallow

 

Let’s Explore 

ต่อไปเราไปดูที่กล่องกันบ้างครับ ด้านหลังกล่องมีสเปคแปะใว้อย่างคร่าวๆ

พอเปิดกล่องออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง ด้านล่างเป็นคู่มือและอุปกรณ์มีให้มา

เมื่อเปิดที่รองออกมาแล้วก็จะพบกับคู่มือการใช้งาน และ เข็มสำหรับจิ้มถาดซิม

สำหรับอุปกรณ์เสริมนั้นประกอบด้วย

  • สาย USB-C
  • อะแดปเตอร์ชาร์จไฟบ้าน
  • หูฟัง 3.5 มม. แบบ in-ear
  • ตัวแปลง micro USB เป็น USB-C

อะแดปเตอร์ชาร์จไฟบ้านนั้นเป็นแบบ Fast Charge ครับ (adaptive fast charging)

ตัวเครื่อง

ตัวเครื่องนั้นมีดีไซน์แบบโค้งและบางมาก หน้าจอขนาด 6 นิ้วแบบ Super AMOLED ความละเอียด Full HD 1920×1080 ใช้กระจก Gorilla Glass 4

ส่วนบนของเครื่องนั้นประกอบไปด้วยกล้องหน้าขนาด 16 ล้านพิกเซล f1.9 ลำโพงสนทนา ซึ่งสามารถทำงานตอนควบคู่กันกับลำโพงล่าง เซนเซอร์วัดระยะและวัดแสง โดยถัดไปจากตัวเซนเซอร์ จะมีไฟ LED แสดงสถานะด้วยครับ ส่วนจุดตรงขอบเครื่องคือไมโครโฟนครับ

ปุ่มโฮมนั้นมีเซนเซอร์แสกนลายนิ้วมือฝังอยู่ภายใน ส่วนซ้ายและขวานั้นเป็นปุ่มแบบสัมผัส โดยทางซ้ายจะเป็นปุ่มกดเพื่อดูหรือปิดแอปที่กำลังทำงานอยู่ และ ทางขวาเป็นปุ่มย้อนกลับ

ขอบล่างของตัวเครื่องมีช่องหูฟังขนาด 3.5 มม. , มีพอร์ท USB-C แทน micro USB ,ไมโครโฟน และลำโพงครับ

สำหรับตัวกล้องนั้นมีขนาด 16 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.9 โฟกัสแบบ Phase Detection (PDAF) และข้างๆกันมีแฟลช LED 2 สี

พื้นผิวด้านหลังออกแบบมาอย่างสวยงามมีความมันวาว มีเส้นตัด 3 เส้นอยู่ที่ด้านบนและด้านล่างของตัวเครื่อง

ด้านซ้ายของเครื่องมีปุ่ม เพิ่ม – ลดเสียง

ด้านขวานั้นมีช่องใส่ซิม , MicroSD และปุ่ม เปิด/ปิดเครื่อง

สำหรับซิมนั้นสามารถใส่ซิมแบบ Nanosim ได้ 2 ซิมเลย ต่างจากเดิมที่เป็นช่อง Hybrid ซึ่งต้องเลือกระหว่าง Sim หรือ SDcard และอีกช่องเป็น MicroSD ใส่ได้สูงสุด 256 GB

หลังจากที่เราดูตัวเครื่องกันไปแล้ว ต่อไปเราไปดูตัว OS กันบ้างครับ เปิดครื่องกันเลย

OS & UI

แน่นอน หลังจากที่เราซื้อเครื่องใหม่ก็ต้องมีการตั้งค่ากันก่อนครับ

กด Agree วนปายยยย

หลังจากที่เราตั้งค่าทุกอย่างเรียบร้อย ตัวเครื่องก็พร้อมแล้วครับ

หน้าตาของ Android Marshmallow 6.0 และ Pre-install applications ครับ โดยสังเกตได้ว่ามีการจัดเอาแอปของแต่ละเจ้ามารวมเป็นโฟลเดอร์ ทำให้เหลือหน้าเดียว

  

ทาง Samsung มี”โหมดใช้งานง่าย”มาให้ใช้ด้วยครับ เป็นไอคอนใหญ่ๆ สามารถเปลี่ยนกลับได้ที่ Settings > หน้าจอ

ตรงนี้เราสามารถเคลื่อนย้าย APP รวมถึงสามารถเปลี่ยน/เพิ่ม/ลบ Wallpaper Theme Widgets และสามารถเปลี่ยนขนาดของตารางจอได้ครับ

  

Wallpaper / Themes / Icon สามารถโหลดหรือซื้อเพิ่มได้ครับ

 

แต่ละตัวสวยๆทั้งนั้นเลย

  

ในส่วนของหน้าต่าง Notifications และเมนูลัดครับ

  

สำหรับ Multi Windows ก็เหมือนรุ่นก่อนๆครับ สลับ,ย่อ,ขยาย แอปได้

App พื้นฐานที่ติดมากับตัวเครื่องไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต (แอปโปรโมทเว็บตัวเอง อิอิ)

  

และที่น่าทึ่งคือ มีวิทยุแบบอานาล็อกด้วย

การตั้งค่า

ในส่วนนี้จะยกที่เด่นๆมาครับ

เริ่มที่ซิมกันก่อนเลยครับ

ตัวนี้สามารถใส่ซิมได้ 2 ซิม แต่สามารถใช้งาน 4G LTE ได้เพียงซิมเดียวเท่านั้นครับ อีกซิมนึงก็จะเป็น 3G ไป

  

ระบบสแกนลายนิ้วมือ ยังคงเหมือนรุ่นก่อนๆ

 

ระบบ Secure Folder ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวของไฟล์และแอปที่เก็บอยู่ในนั้น ไม่ต้องคอยระวังเวลาเพื่อนหรือแฟนมาเล่นโทรศัพท์เรา

  

ภายใน Secure Folder

ตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องซึ่งมากับตัว Setting เลย ไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่ม สามารถเคลียร์แรม ดูสถานะต่างๆได้ (แรมตั้ง 6 กิ๊กไม่ต้องเคลียร์ก็ได้มั๊ง)

  

แสดงรายละเอียดการใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างครบถ้วนครับ แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh สามารถอยู่ได้ทำวันถ้าไม่เล่นเกมส์หมดไปก่อนนะ

  

แน่นอนว่า Samsung C9 Pro รุ่นนี้มีระบบ Fast Charge ซึ่งเป็นตัว Qualcomm Quick Charge 2.0 ซึ่งจะจ่ายไฟ 9v ในขณะที่หน้าจอดับ

กล้อง

มาพร้อมกล้องขนาด 16 ล้านพิกเซลทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง มีค่ารูรับแสงที่ f/1.9 มีโหมดให้เลือกหลายโหมด แต่ไม่มีกันสั่น OIS นะครับ

หากโหมดที่มีมาให้ยังไม่จุใจ สามารถโหลดเพิ่มเติมได้

  

โหมด Pro สามารถปรับ ISO , White balance ,ชดเชยแสง ซึ่งจริงๆแล้วน่าจะปรับได้มากกว่านี้

สำหรับขนาดไฟล์นั้น ตัวกล้องหน้าและกล้องหลังมีความละเอียดเท่ากัน จึงมีขนาดรูปภาพและวีดีโอเท่ากัน โดยถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงสุดได้ที่ FullHD 1080p 30fps (ความละเอียด 4K อยู่หนายย)

 

กล้องหน้าก็มีหลายโหมดให้เลือกเช่นกันโดยยังคงมีโหมดหน้าเรียบ หน้าเพรียว ตาโต มาด้วยครับ กล้องหลังก็ทำได้นะ

ใส่เอฟเฟ็กต์เพิ่มได้ด้วย แอปแต่งรูปแทบไม่ต้องลงกันเลยทีเดียว

สามารถเข้าไปดูตัวอย่างรูปได้ที่ คลิ๊ก

 

ประสิทธิภาพจากแอปทดสอบต่างๆ

AnTuTu Benchmark

3DMark Android

Geekbench 4

และสุดท้าย แถม Hashrate จาก Minergate ที่สาย Bitcoin รู้จักกันดี (เห็นสเปคแรงๆอย่างงี้ คงไม่มีใครเอามาขุดเหรียญกันหรอกเนอะ)

สรุป

Samsung Galaxy C9 ถึอเป็นโทรศัพท์รุ่นนึงที่น่าสนใจครับ ด้วยราคาหมื่นกลางๆ บอดี้บางสวย กับสเปคที่มาพร้อมจอ 6 นิ้วบวกเข้ากับ CPU 8 คอร์ และ แรม 6 GB เอาไปเล่นเกมส์นี่ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับสำหรับคนที่เอื้อมไม่ถึงเรือธง แต่อีกข้อที่ควรจะปรับปรุงนั้นก็คือ ไม่รองรับ Samsung Pay และกล้องยังห่างไกลเรือธงพอสมควร

หมายเหตุ : รีวิวนี้เป็นรีวิวแบบ CR-Consumer Review (เค้าไม่ได้จ่ายครับ)
รู้สึกอย่างไรกับบทความนี้ มาแสดงความคิดเห็นกัน!

Check Also

Samsung Display เตรียมเปิดตัวหน้าจอสุดล้ำ เขวี้ยงยังไงก็ไม่แตก!!

บริษัทผลิตหน้าจอยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Display ได้ออกมา … …